รีวิวหนัง JOKER : ราชาอาชญากรในคราบตัวตลก เมื่อสังคมทำให้คุณต้องเปลี่ยนไป

JOKER

          รีวิว JOKER 2019 หลังจากที่ทุกคนรอคอยการกลับมาของเค้าที่แสนนาน 3 ปีจากภาคก่อนที่ได้เล่าเรื่องตัวละครของ โจ๊กเกอร์ ใน Suicide Squad ทำให้หนังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไร ทำให้ผู้กำกับจึงตัดสินใจสร้างหนังเดี่ยวของโจ๊กเกอร์ อีกครั้ง โดยเวอร์ชั่นนี้ได้เล่าเรื่องราวแตกต่างออกไปจาก 3 ภาคที่ผ่านมา เน้นไปที่ตัวละครหลักโดยเฉพาะ ที่แสดงโดย วาคิน ฟีนิกซ์ (Joaquin Phoenix) รับบทเป็นอาร์เธอร์ หรือที่เรียกว่า โจ๊กเกอร์ และเวอร์ชั่นนี้ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับจักรวาลหลักของ Zack Snyder เลย

joker

JOKER : จุดกำเนิดของตัวตลก ในเมืองก็อตแธม

            จุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่เมืองก็อตแธม สังคมทำให้เค้าต้องกลายเป็นคนใหม่ที่ไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไป การกลั่นแกล้งที่ไม่รู้จบ สภาพสังคมจากการทำงานและความเครียดที่เกิดจากการสะสม ทำให้เค้าต้องกลายเป็นคนโรคจิต ภายใต้เสียงหัวเราะและการแต่งหน้าเป็นตัวตลกทำให้เค้าต้องซ่อนความโหดร้ายและความบอบช้ำไว้ภายใน

รีวิว joker

            โดยตัวละครอาร์เธอร์ หรือ JOKER ได้ถูกถ่ายทอดออกมาถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมในปัจจุบัน คือ ตัวของอาร์เธอร์ได้อาศัยอยู่ที่เมืองก็อตแธมกับแม่ที่ป่วยติดเตียงที่อพาร์ทเม้นท์ที่เก่ามาก ทำให้ในช่วงยุค 80 ของเมืองก็อตแธมเกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน มีอาชญากรและความรุนแรงในยุคนั้นค่อนข้างมาก คำว่าสังคมทำให้คนเปลี่ยนไปนั้นไม่เกิดจริงเลย เพราะอาร์เธอร์ได้กลายเป็นคนที่มีอาการป่วยทางจิต จากการที่ทำงาน ภาวะที่เครียดสะสม รวมไปถึงเพื่อนร่วมงานบางคน และหัวหน้างานทำให้เค้าต้องกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง จากอาชีพของอาร์เธอร์ เป็นตัวตลก เพราะมีความฝันอยากจะเป็นนักแสดงตลกแบบ Stand-up comedian ทำให้การสร้างเสียงหัวเราะเป็นเรื่องจำเป็นในอาชีพของเค้า มีอยู่คืนหนึ่งที่เค้าได้แสดงตลกออกมาแต่ทำให้เค้ารู้ว่าตัวเค้านั้นและที่เป็นตัวตลกต่างหาก เค้าเริ่มที่จะไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาอยู่กับผู้คนมากๆที่รายล้อมเค้า และเค้าก็ใช้เสียงหัวเราะมันเพื่อปกปิดสิ่งโหดร้ายและทารุณจากนรกบนดินในเมืองก็อตแธม และสิ่งเหล่านี้ค่อยๆหลอมเค้าให้กลายเป็นอาชญากรโดยไม่รู้ตัว จากความอ้างว้างที่สังคมทำให้เค้าต้องรู้สึกโดดเดี่ยวและอ่อนแอจนกลายเป็นคนโหดเหี้ยม

JOKER : หนังดราม่าที่ซ่อนภายใต้หน้ายิ้ม ที่เด็กไม่ควรดู

รีวิวหนัง joker

            หลังจากได้ดูเรื่องหนังเรื่องนี้ ได้เห็นว่าหนังนั้นมีความรุนแรงและก่อเกิดอาชญากรรมขึ้น ถ้าวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยาเป็นเรื่องที่เนื้อหาค่อนข้างรุนแรง เพราะสิ่งที่คนดูได้รับไปนั้นอาจเกิดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมในอดีตที่ได้เจอมา แต่ก็อาจจะไม่ได้กระทบไปจนถึงขั้นรุนแรงที่ว่าอาจจะเกิดภาวะซึมเศร้า จิตตกได้ แต่สิ่งที่ได้รับจากเรื่องนี้นั้นมีข้อคิดมากมายเลยทีเดียว คือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไม่ใช่เพียงแค่ฐานะความรวยความยากจนที่สะท้อนออกมา รวมไปถึงฐานะทางสังคมเรื่องการศึกษา อาชีพการงาน ในเรื่องผู้กำกับพยายามให้เราเห็นว่าเมืองก็อตแธมเป็นอย่างไร มีตึกที่สูงเหยียดฟ้า ผู้คนแต่งตัวดี และอีกแง่มุมหนึ่งของอาร์เธอร์ที่อยู่ในอพาร์ทเม้นท์ที่เสื่อมโทรม และมีกลุ่มคนไร้บ้านเช่นกัน กับฉากที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ฉากยิ้มทั้งน้ำตาของอาร์เธอร์ สิ่งที่สะท้อนสำคัญของเรื่องคือผู้ป่ายที่มีอาการทางจิตไม่ปกติ เค้าแค่ต้องการจะใช้ชีวิตให้เหมือนกับคนปกติเท่านั้นเอง พยายามว่าตัวเองปกติดี พยายามสร้างเสียงหัวเราะให้กับตัวเอง และด้วยความที่เค้าเป็นโรคทำให้ไม่สามารถควบคุมเสียงหัวเราะของตัวเองได้ บ่อยครั้งที่ต้องหัวเราะออกมาท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม ทำให้เค้านั้นถูกมองว่าเป็นคนบ้า

            การที่ตัวอาร์เธอร์นั้นมีอาการทางจิต สิ่งที่พวกคนเหล่านี้ต้องการมากที่สุดคือคนที่เค้าสามารถพึ่งพาสภาวะทางจิตใจได้ โดยตัวอาร์เธอร์เองก็มีแม่ที่ป่วยเป็นโรคอยู่นั้นคอยสอนเค้าว่า ตัวเค้านั้นเกิดมาเพื่อสร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้กับคนอื่น ซึ่งในตอนต้นเรื่องเราก็จะเห็นได้ว่าเค้านั้นเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่หาเช้ากินค่ำ ดูแลแม่ได้เป็นอย่างดี เล่นกับเด็กๆได้ดี และคนที่สองก็คือไอดอลของเค้า Murray Franklin เป็นพีธีกรประจำรายการ “Live With Murray Franklin” ที่ได้สร้างเสียงหัวเราะกับคนมากมายรวมไปถึงตัวของอาร์เธอร์เอง และ Thomas Wayne ที่เค้าเชื่อว่าเป็นพ่อแท้ๆของเค้า ซึ่งทั้งสามคนนี้ทำให้เริ่มเรื่องเค้าเป็นคนที่ไม่มีอาการทางจิตใดๆ แต่พอเริ่มไปในส่วนของ Murray Franklin ทำให้เค้าค่อยๆใจสลายจากการที่ Murray เอาคลิปของอาร์เธอร์ออกมาประจานให้คนทั่วประเทศได้เห็นเพื่อเพิ่มเรตติ้งให้กับรายการตัวเอง ทั้งๆที่อาร์เธอร์นั้นรวบรวมความกล้าที่จะแสดงไมโครโฟนเดี่ยวครั้งแรกแต่ Murray กับไม่สนใจและแคร์ความรู้สึกของเค้าเลย

            สุดท้ายแล้ว สิ่งที่อาร์เธอร์ได้เผชิญทั้งคนในสังคมรวมไปถึงคนที่เค้าเชื่อใจ ก็ได้ทำลายเค้าลง ทำให้ตัวตนภายใต้จิตใจของเค้าได้เริ่มออกมาเรื่อยๆ แสดงออกทางท่าทาง เสียงหัวเราะที่เค้าไม่สามารถควบคุมมันได้อีกต่อไป ความโกรธแค้นที่เค้าไม่สามารถจะหยุดมันไว้ในใจได้อีก ทำให้เค้านั้นกลายเป็นคนใหม่ที่ไม่มีคราบผู้ชายแสนดีอย่างอาร์เธอร์อีกต่อไป ฉากจบเราจึงได้เห็นว่าความเป็น โจ๊กเกอร์ นั้นเป็นอย่างไร เค้าหักมุมทางรายการที่ไปออกในรายการของ Murray ว่าเค้านั้นและที่เป็นคนฆ่า 3 คนนั้นเอง ที่อยู่ในรถไฟฟ้า และเค้าก็บอกอีกเช่นกันว่า Murray ก็เป็นคนเลวเหมือนกัน และสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เค้าต้องกลายมาเป็น โจ๊กเกอร์ ก็เพราะสังคมทุกวันนี้ที่มันเหลื่อมล้ำและน่าขยะแขยง ถูกละเลยในเรื่องของฐานะและชนชั้น

            ต้องยอมรับเลยว่า JOKER2019 เป็นเรื่องที่สะท้อนสังคมได้ดีและทำให้หนังเรื่องนี้กวาดรางวัลไปเยอะพอสมควร อาทิ รางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Joaquin Phoenix) รับบทเป็นอาเธอหรือ โจ๊กเกอร์ และอีกหลายเวทีที่ Joaquin ได้กวาดไปในเรื่องนี้ เพราะการที่จะแสดงได้ออกมาขนาดนี้เป็นเรื่องที่ยาก ทั้งบทบาท สีหน้า และความรู้สึกที่เข้าถึงตัวละครจริงๆ นอกจากนักแสดงนำชายจะได้รางวัลแล้ว ตัวหนังก็กวาดรางวัลไปไม่ใช่น้อย ทำให้เห็นว่าภาคนี้นั้นประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด

*** คะแนน IMDb8.4 ***

รับชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่นี่

Credit by :
www.online-station.net
www.majorcineplex.com
www.standaard.be
www.imdb.com

Credit by : Ufabet